หมู่บ้านท่าภาณุรังษี

หมู่ที่ 6 ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

      เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ท่าเทียบเรือภาณุรังสี ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือของหมู่บ้านไร่บน (ท่าบนในปัจจุบัน) สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จุดเด่น       บ้านภาณุรังษี มีวิถีชีวิตชาวประมงเก่าแก่ คนในชุมชนยังคงยึดอาชีพประมง “วิถีประมง” จึงเป็นอัตลักษณ์ของคนในชุมชน จุดเด่นของหมู่บ้านคือ เป็นหมู่บ้านบนเกาะสีชังที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไว้มากที่สุด อาทิ ช่องเขาอิศริยาภรณ์ (เขาขาด) รอยพระบาท หมวดศิลา ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ยอดเสาธง หลักศิลาจารึก เป็นต้นภูมิศาสตร์       ทิศเหนือ : จรดทะเลฝั่งหมวดศิลา แหลมสีชัง        ทิศใต้ : จรดเขตหมู่ที่ 1 บ้านท่าเทววงษ์                     ทิศตะวันออก : จรดทะเล ฝั่งท่าเรือบนท่าภานุรังษี        ทิศตะวันตก : จรดทะเล ฝั่งเขาขาดภูมิประเทศ       สภาพภูมิประเทศเป็นเกาะกลางทะเลประกอบด้วย 9 เกาะ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาและโขดหิน ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ราบทำกาเพาะปลูก ได้ประมาณ 500 ไร่ ไม่มีแม่น้ำลำธารแลหนองบึง บริเวณจุดสูงสุดคือบริเวณยอดเขาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเกาะสีชังมีความสูงประมาณ 192 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งบ้านภาณุรังษี ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ของอำเภอเกาะสีชัง ซึ่งมีทั้งหมด 7 หมู่บ้าน 1 ตำบลภูมิอากาศ        โดยทั่วไปของเกาะสีชังเป็นพื้นที่ทะเลในเขตร้อน อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุมที่พัดปกคลุมอุณหภูมิตลอดทั้งปีมีค่า 28.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 31.3 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ประวัติ เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ท่าเทียบเรือภาณุรังสี ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือของหมู่บ้านไร่บน (ท่าบนในปัจจุบัน) สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จุดเด่น บ้านภาณุรังษี มีวิถีชีวิตชาวประมงเก่าแก่ คนในชุมชนยังคงยึดอาชีพประมง “วิถีประมง” จึงเป็นอัตลักษณ์ของคนในชุมชน จุดเด่นของหมู่บ้านคือ เป็นหมู่บ้านบนเกาะสีชังที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไว้มากที่สุด อาทิ ช่องเขาอิศริยาภรณ์ (เขาขาด) รอยพระบาท หมวดศิลา ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ยอดเสาธง หลักศิลาจารึก เป็นต้น สถานที่ท่องเที่ยว      1.ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ลักษณะเด่น : เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนบนเกาะสีชังนับถือมาอย่างยาวนาน เกิดจากธรรมชาติเป็นลักษณะหินงอกเหมือนรูปคนนั่ง ตั้งอยู่ในศาลที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ผู้คนนิยมขึ้นไปกราบไว้ขอพร โดยเฉพาะด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน และเชื่อว่าพรที่ขอสัมฤทธิ์ผลต้องเดินทางไปขอพรถึง 3 ครั้ง      2.หมวดศิลา ลักษณะเด่น : มีความเกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างทางรถไฟ เมื่อ พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานกิจการรถไฟขึ้นในประเทศสยามได้มีการสำรวจค้นหาวัตถุดิบเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ มอบหมายให้วิศวกรชาวต่างประเทศ สำรวจคุณภาพหินที่เกาะสีชังและพื้นที่บริเวณหมวดศิลา ปรากฏว่าเป็นหินที่มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบผลิตปูนซีเมนต์ และนำไปสร้างเขื่อนจึงได้จัดตั้งสำนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยขึ้นที่เกาะสีชังใช้ชื่อว่า ""หมวดศิลาเกาะสีชัง"" การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการระเบิดหินบริเวณนี้ แล้วนำหินที่ได้ขนไปทางเรือใบ เพื่อนำไปสร้างหมอนรองทางรถไฟที่สถานีรถไฟมักกะสัน กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าหมวดศิลาเกาะสีชัง - แหลมสีชัง เป็นสถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การสร้างทางรถไฟของประเทศไทย ผลจากการระเบิดหินทำให้เกิด เศษหินก้อนเล็กก้อนน้อย ในพื้นที่บริเวณหมวดศิลากระเด็นตกลงไปในทะเล หินเหล่านี้ถูกกระแสคลื่นกระทบเป็นเวลานาน จนมีลักษณะเป็นหินกลม เกิดเป็นหาดหินกลมมีความสวยงามแตกต่างไปจากหาดทั่วไป     3.ช่องอิศริยาภรณ์ (ช่องเขาขาด) ลักษณะเด่น : ช่องอิศริยาภรณ์ (ช่องเขาขาด) ตั้งอยู่ตำแหน่งด้านหลังเกาะทางทิศตะวันตกติดกับแหลมมหาวชิราวุธ เป็นช่องเขาใหญ่ที่อยู่ระหว่างยอดมหาวชิราวุธกับยอดยุคล มีทางเชื่อมกับถนนเสาวภา ผ่านช่องไปออกทะเลที่แหลมมหาวชิราวุธ หากอยู่กลางทะเลจะเห็นความสวยงามทางธรรมชาติเป็นภาพเขาที่ขาดออกจากกัน แต่หากชมวิวทิวทัศน์จากบนเกาะบริเวณนี้ก็สามารถชมความงดงามของท้องทะเล เกลียวคลื่นกระทบหินผาอันสูงชันที่เรียกว่า เทือกศิลามหาวชิราวุธ อันเป็นมุมที่ชมความงามได้ถึง 360 องศา มองเห็นทั้งเกาะ หน้าผา ทะเล รวมถึงสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดบนเกาะสีชัง     4.รอยพระพุทธบาท ลักษณะเด่น : รอยพระพุทธบาทเกาะสีชัง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทย ความศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาสูง ใต้ร่มเงาพุทธศาสนา ณ ไหล่คยาศิระ มณฑปสีขาวบริสุทธิ์ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างไว้ให้กับเกาะอันเป็นที่รัก ปัจจุบันเด่นตระหง่านเป็นมงคลแก่ผู้พบเห็น หลักชัยสมัยพุทธกาลเกิดขึ้นบนเกาะสีชัง ในปี พ.ศ. 2435 โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงได้ศิลารอยพระพุทธบาทโบราณมาจากพุทธคยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดให้เชิญรอยพระพุทธบาทนั้น ขึ้นประดิษฐาน ณ ไหล่เขายอดพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นศูนย์กลางการสรรเสริญพุทธศาสนาเกาะสีชัง ในครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นงานพิธีหลวง ทรงเป็นองค์ประธานในการประกอบพิธีสงฆ์และโปรดฯ ให้สมโภชรอยพระพุทธบาท ในวันที่ 28 – 30 เมษายน พ.ศ. 2435 พร้อมกับพระราชทานชื่อไหล่เขาที่มาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทว่า “ไหล่คยาศิระแห่งยอดเขาพระจุลจอมเกล้า”     5.วัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร ลักษณะเด่น : ตั้งอยู่ส่วนหัวและเชิงเขาของเกาะสีชัง (เขาคยาศิระ)บริเวณที่เทียบเรือเทววงษ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี หลังจากมีถนนอัษฎางค์แล้ว ชาวบ้านได้ย้ายบ้านเรือไปตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมทางเหนือของเกาะทำให้ชาวบ้านอยู่ไกลจากวัดเกาะสีชัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาอารามขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิรกและ เพื่อชาวบ้านจะได้ทำบุญตักบาตรสะดวก พระราชทานนามว่า "วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม"

หมู่บ้านตลาดพลอยบ้านญวน

หมู่ 16 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

    ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของคน 3 เชื้อชาติที่อพยพมาตามลุ่มแม่น้ำจันทบุรี มี จีน ญวน ไทยใหญ่ อยู่รวมกันอย่างพี่น้อง คนญวนทอเสื้อ (เป็นต้นแบบการทอเสื้อของคนในจ.จันทบุรี) ทำประมง คนจีนค้าขาย คนไทยมีอาชีพทำพลอย เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรี มีอายุมากว่า 1,000 ปีจุดเด่น    อู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บ้านเสม็ดงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช การทอเสื่อกกจันทบูร และการแปรรูปเสื่อกกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น รองแก้ว รองจาน รองเท้า กล่องกระดาษทิชชู กระเป๋า ฯลฯภูมิศาสตร์    ทิศเหนือ : ติดชุมชน 13     ทิศใต้    : ติดแม่น้ำจันทบุรี     ทิศตะวันออก  : ติดชุมชน 4 (ติดริมน้ำ,ศาลเจ้าที่ตลาด)    ทิศตะวันตก   : ติดทะเลสภาพภูมิประเทศ    เป็นพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ ร้อนชื้นสภาพภูมิอากาศ    ร้อนชื้น ฝนชุก ฤดูหนาวอยู่ประมาณเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งจะนำความเย็นมาสถานที่ท่องเที่ยว 1. โรงเจบ้วนเฮงเจตั๊วรายละเอียด : เมื่อประมาณ ปีพ.ศ. 2431 กรมการโรงเจ บ้วนเฮงเจตั๊วอัน เป็นโรงเจประจำจังหวัดจันทบุรี ยังไม่มีที่ตั้งถาวรได้มาขอที่วัดประกอบพิธีได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอันมาก จึงขอตั้งเป็นการถาวรมีกรรมการบริหารจนถึงปัจจุบัน และพุทธศาสนิกชนชาวจันทบุรีได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนตราบเท่าทุกวันนี้ รวมเวลา 115 ปี ของประเพณีการกินเจ

หมู่บ้านต้นเลียบ

หมู่ 6 ตำบลรำพัน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

      เป็นชุมชนพี่น้องกันมากทุกๆบ้านในชุมชนเป็นเครือญาติกัน เป็นคนในท้องถิ่นเท่านั้น รักใคร่ปองดองกันดี และเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเป็นส่วนมาก จากลงที่มีอยู่ในท้องถิ่นของเราแต่โบราณมา เราจึงนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านของเราถึงทุกวันนี้ ธรรมชาติมีอยู่จริงที่บ้านต้นเลียบจุดเด่น      เป็นชุมชนเล็กๆใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งในชุมชนของบ้านต้นเลียบมีการทำการเกษตรเป็นหลัก และใช้แมลงในการทำการเกษตรแทนการใช้สารเคมี (ผึ้งจิ๋ว)ภูมิศาสตร์      ทิศเหนือ  : ติด ต.วังตโนด อ.นายายอาม       ทิศใต้ และ ทิศตะวันตก : ติด ต.สนามไชย อ.นายายอาม ชายหาดคุ้งวิมาน เนินนางพยา       ทิศตะวันออก : ติด ต.โขมง ติด ม.บูรพาวิทยาเขตจันทบุรีภูมิประเทศ       เป็นพื้นที่ราบ ใกล้ถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักเพื่อมุ่งสู่ จ.สระแก้ว และ สายอีสาน และ จ.ตราด ติดถนนบูรพาชลทิศซึ่งเป็นถนนสายท่องเที่ยวริมชายหาดต่างๆของชายฝั่งทะเลตะวันออก มีพื้นทำการเกษตรจำนวน 2600 ไร่ ซึ่งผลิตผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และพื้นที่ทำการเกษตรร้อยละ 90% ใช้ ชันโรงในการทำการเกษตร จ.จันทบุรีของเรามีทั้ง ทะเล น้ำตก และ ภูเขา ซึ่งครบในการท่องเที่ยวภูมิอากาศ       อากาศดี ธรรมชาติ 100% เป็นสถานที่ปลอดภัย ปลอดสารพิษสถานที่ท่องเที่ยว      1.บ้านไร่นายชาม         การเกษตรแบบธรรมชาติพึ่งธรรมชาติ ไร้สารเคมี และที่นี่เลียงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีเปิดสอนการทำเกษตรเป็นหลักสูตรหลายอย่าง

หมู่บ้านตะกาดเง้า

หมู่ 1 ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

        บ้านตะกาดเง้า เป็นชื่อเรียกของหมู่บ้านหมู่ที่ 1,2 และ 3 บ้านตะกาดเง้าเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าก่อตั้งเมื่อใด แต่มีหลักฐานจากประวัติการจัดตั้งว่า จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2370 ตรงกับรัชสมัยที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงสันนิษฐานว่าหมู่บ้านตะกาดเง้าเกิดขึ้นตั้งแต่กรุงรัตน์โกสินทร์ตอนต้น ตะกาดหมายถึงที่ดินที่อยู่หลังหาดชายทะเล น้ำเค็มซึมเข้าไปถึงได้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ สมัยก่อนใช้เป็นทางสัญจรออกสู่ทะเล มีบางตำนานเล่าว่า มีควาญช้างทำง้าวตกไว้บริเวณนี้ จึงชื่อว่า ตะกาดเง้าจุดเด่น      ป่าชายเลนสมบูรณ์ หอยนางรมสด รสอร่อย หอพระไตรสวยงาม 200 ปีภูมิศาสตร์     ทิศเหนือ   : ติดต่อกับหมู่ที่ 5 บ้านท่าใต้ ต.ตะกาดเง้า     ทิศใต้       :  ติดต่อกับคลองตะเตียน หมู่ที่ 8 บ้านคลองตาสังข์ ต.ตะกาดเง้า     ทิศตะวันออก  : ติดต่อกับหมู่ที่ 2 บ้านตะกาดเง้า     ทิศตะวันตก   : ติดต่อกับคลองวังโตนดและหมู่ที่ 8 ตำบลคลองขุดภูมิประเทศ      บ้านตะกาดเง้าหมู่ที่ 1 ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนปลายซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหัวแหลม จากหมู่บ้านจะถูกโอบล้อมด้วยคลองน้ำเค็มภูมิอากาศ      อากาศไม่ร้อน เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล ฤดูหนาวจะมีลมพัดแรง อากาศไม่หนาวจัดสถานที่ท่องเที่ยว     1.วัดตะกาดเง้า รายละเอียด : เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 280 ปี มีศิลปะวัตถุ สถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ชมหอพระไตรปิฎกจากฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ที่ตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน วัดอยู่ในแนวเส้นทางถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จึงแวะชมได้สะดวก อยู่บริเวณใกล้กับจุดชมวิวแขมหนู และหาดเจ้าหลาว    2.สะพานท่าเทียบเรือหัวแหลมรายละเอียด : บ้านหัวแหลม เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ อยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมงบ้านหัวแหลม หมู่ 7 ต.สนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ซึ่งชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย หาเลี้ยงชีพด้วยการออกเรือหาปลามาตั้งแต่อดีต

หมู่บ้านเสม็ดงาม

หมู่ 10 ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

      ชุมชนบ้านเสม็ดงาม ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 11 กม. ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินจะยกทัพไปตีพม่า ได้มีการต่อเรือประมาณ 100 ลำ ซึ่งบริเวณแห่งนี้ได้พบตอไม้ตะเคียนทองจำนวนมาก จึงสันนิษฐานว่าอาจเคยเป็นอู่ต่อเรือของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั่นเอง ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรีไปแล้ว ซึ่งภายในบริเวณมีสถานที่ให้เที่ยวชมและศึกษามากมายจุดเด่น       ป่าชุมชนบ้านเสม็ดงาม ซึ่งเป็นป่าเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ และในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นแหล่งรวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้ป่าชายเลนจากพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลก อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาวิจัยทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ ได้ชื่อว่า สวนพฤกษาศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.๙ และจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติแห่งแรกของโลกภูมิศาสตร์    ทิศเหนือ : บ้านเสม็ดงาม หมู่11    ทิศใต้     : แม่น้ำจันทบุรี    ทิศตะวันออก : คลองบางสระเก้า     ทิศตะวันตก  : คลองจันทบุรีภูมิประเทศ      เป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยน้ำ ติดแถบป่าชายเลนฝั่งทางทะเลตะวันตกภูมิอากาศ      ร้อนชื้น ฝนตกชุกสถานที่ท่องเที่ยว      1.สวนพฤกษศาสตร์นานาชาติป่าชายเลน ร.๙ ลักษณะเด่น : ป่าชุมชนบ้านเสม็ดงาม หมู่ที่ 10 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี ในเนื้อที่กว่า 530 ไร่ มีการปรับเปลี่ยนจากป่าเสื่อมโทรมมาเป็นป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์ มีการปลูกป่าโดยชุมชน นักเรียน นักศึกษา และชาวบ้าน ร่วมกันปลูกป่า ปล่อยพันธุ์ปู ปลา หอย และสัตว์น้ำต่างๆ คืนสู่ธรรมชาติมานานกว่า 10 ปี จนวันนี้ผืนป่าถูกปกคลุมด้วยต้นโกงกาง ต้นสัก และต้นจาก เป็นต้น อีกทั้งมีสัตว์น้ำหลากหลายชนิดเริ่มขยายพันธุ์เติบโต ประกอบกับพื้นที่ติดกับปากแม่น้ำจันทบุรีที่เป็นแหล่งรวมสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ในช่วงเย็นจะมีฝูงเหยี่ยวคอแดงบินมาหากินในพื้นที่ ซึ่งเหมาะแก่การดูนกและชื่นชมธรรมชาติเป็นอย่างมากได้มีการจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.๙ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามแนวทางพระราชดำริฯ ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าชายเลนอย่างครบวงจร ที่ศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ป่าชายเลน บ้านเสม็ดงาม หมู่ 10 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี         2.อู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บ้านเสม็ดงามลักษณะเด่น : สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 11 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใช้เป็นอู่ต่อเรือเมื่อครั้งเตรียมยกทัพไปตีพม่าเพื่อกู้เอกราชชาติไทยเมื่อ พ.ศ.2310 นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนที่นี่จะได้ชมจุดต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อู่ต่อเรือโบราณที่สร้างอาคารมีหลังคาคลุมไว้ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น อู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในอาคารแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เครื่องดินเผา เครื่องสังคโลก เรือจำลอง เครื่องใช้ในสมัยโบราณ อาคารแสดงเรือสำเภาที่มีเรือสำเภาขนาดใหญ่จัดแสดงไว้ ท่าเทียบเรือที่มีเรือรบที่ปลดระวางแล้วมาจอดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม       3.ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านการทอเสื่อจันทบูร หมู่บ้านเสม็ดงามลักษณะเด่น : ด้วยฝีไม้ลายมืออันประณีตของชาวบ้านเสม็ดงามประกอบกับการเป็นดินแดนที่มีต้นกกขึ้นเป็นจำนวนมาก และชาวบ้านมีการทอเสื่อกกกันแพร่หลายในชุมชน ช่วงว่างเว้นจากการทำไร่หรือฤดูเก็บเกี่ยว เสื่อจันทบูรจึงเป็นงานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของจันทบุรีภายในศูนย์ฯ แห่งนี้ นอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากต้นกกฝีมือชาวบ้าน เช่น ที่รองแก้ว ที่รองจาน กล่องใส่กระดาษทิชชู กระเป๋า เสื่อ แล้ว ยังจะได้ชมการสาธิตการทอเสื่อโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ฟืม” ที่ใช้คนทอสองคน

หมู่บ้านยวนสาว

หมู่ที่ 6 ตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

     มีการเล่ากันต่อ ๆ มาถึงชื่อหมู่บ้านยวนสาว  ว่า  ยวนสาว  มาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะลำต้นตรงสีขาว มีลูกแต่กินไม่ได้ ใบคล้ายใบไทร ชาวบ้านเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่าต้นยวน เดิมมีอยู่มากบริเวณริมคลองพอถาก เป็นไม้เนื้ออ่อน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงต้นเดียว และคำว่าสาวก็ได้มาจากการเปรียบเทียบลักษณะของลำต้นยวนที่มีสีขาวสวย คล้ายกับหญิงสาว จึงได้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า ”ยวนสาว”ภูมิศาสตร์     ทิศเหนือ        : จดตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี     ทิศตะวันออก  : จดตำบลสินเจริญ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี     ทิศตะวันตก    : จดตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่     ทิศใต้            : จดตำบลพรุเตียว,ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ภูมิประเทศลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง 45% ที่ราบปานกลาง 40% และที่ราบต่ำที่สามารถทำนาได้ดีเพียง 10% พื้นที่เหมาะแก่การทำการเกษตรกรรมภูมิอากาศมีสองฤดูคือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ลักษณะภูมิอากาศได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ฝนตกชุกตลอดปีสถานที่ท่องเที่ยว     1.สวนผึ้งลุงเเดงรายละเอียด : สวนผึ้งที่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ผึ้งเท่านั้น แต่ยังมีทั้ง พืช ผัก ผลไม้ นานาชนิด ที่เราสามารถเข้าเยี่ยมชมความอุดสมบูรณ์ของสวนแห่งนี้ได้ที่อยู่ : บ้านยวนสาว หมู่ที่ 6 ตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

หมู่บ้านไม้ขาว

หมู่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

     จากคำบอกเล่าของคนสมัยก่อน เล่ากันว่า เดิมมีต้นไม้สีขาว ขนาดใหญ่มาก จำนวน 1 ต้นขึ้นอยู่บนเขาไม้แก้วตรงกับบริเวณหมู่บ้านที่เรียกว่า “บ้านใน” เมื่อเรือสินค้าวิ่งจากภูเก็ตไปปีนัง จะมองเห็นต้นไม้สีขาว ลักษณะคล้ายแก้ว เด่นชัดมาก  ซึ่งเรียกว่า “ไม้แก้ว” ต่อมาชาวบ้านได้เรียกเพี้ยนเป็น “ไม้ขาว” และเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านไม้ขาว มาจนถึงปัจจุบันนี้จุดเด่น    บ้านไม้ขาวพื้นที่จะประกอบไปด้วย ป่าพรุ และชายหาด ซึ่งชายหาดไม้ขาด และป่าพรุ   ไม้ขาว เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดมนจังหวัดภูเก็ต ในพื้นที่ยังเป็นพื้นที่ที่มาการทำนา คือนาผืนสุดท้ายของภูเก็ต และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ การจุดชมเครื่องบินบริเวณหาดไม้ขาว ซึ่งพื้นที่ติดกับสนามบินนานาชาติจังหวัดภูเก็ตภูมิศาสตร์    ทิศเหนือ : บ้านสวนมะพร้าว  หมู่ที่ 3 ตำบลไม้ขาว    ทิศใต้     : ท่าอากาศยานภูเก็ต   หมู่ที่ 6  ตำบลไม้ขาว           ทิศตะวันออก : บ้านหมากปรก   หมู่ที่ 1  ตำบลไม้ขาว    ทิศตะวันตก   : หาดไม้ขาว (ทะเลอันดามัน)ภูมิประเทศ    มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ และที่ราบลุ่มชายทะเลภูมิอากาศ    มีลักษณะภูมิอากาศที่ร้อนชื่น  มี 2 ฤดู  คือ  ฤดูร้อน และฤดูฝน อากาศไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากสภาพพื้นที่ติดกับทะเล สถานที่ท่องเที่ยว      1.จุดชมเครื่องบิน หาดไม้ขาว และหาดไม้ขาวลักษณะเด่น : จุดชมเครื่องบินบริเวรหาดไม้ขาว สามารถสัมผัสเครื่องบินแลนดิ้งระยะประชิดที่ หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต      2.นาข้าวผืนสุดท้ายของภูเก็ต ลักษณะเด่น : เป็นพื้นที่ที่มีการทำนาข้าว ซึ่งเป็นนาข้าวผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต      3.ป่าพรุไม้ขาวลักษณะเด่น :  เป็นพื้นที่ชุมน้ำ ซึ่งเป็นป่าพรุที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่สัตว์ต่างๆในพื้นที่     4.ศูนย์อนุรักษ์ควายไทย Buffalo Hub Maikhao - ควายฮับไม้ขาวลักษณะเด่น :  เป็นศูนย์เรียนรู้ความหลากหลายทางพันธุกรรมของกระบือพื้นเมืองไทย และเป็นร้านอาหารที่บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ 

หมู่บ้านอ่าวสลัด

หมู่ 6 ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด

      บ้านอ่าวสลัดซึ่งตามคำบอกเล่าว่ามีโจรสลัดซึ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่เข้าไปอาศัยอยู่และออกมาปล้นสะดมบรรดาเรือขนสินค้าที่เดินทางผ่านมาในย่านนี้ จนได้รับการขนานนามว่าอ่าวโจรสลัด ภายหลังที่ได้มีการปราบปรามและจับกุมโจรสลัด ทำให้บริเวณอ่าวสลัดมีชาวบ้านอพยพเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น ชาวบ้านจึงตั้งชื่อใหม่เพื่อไม่ให้ดูน่ากลัวว่า หมู่บ้านอ่าวสลัดจุดเด่น      เป็นชุมชนชาวประมงที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับน้ำทะเล โดยมีท่าเทียบเรืออยู่ด้านหน้าเรียงรายเป็นแนวยาว ทอดไปตามริมอ่าว แวดล้อมไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มีโฮมสเตย์ของชาวบ้านกระจายอยู่ตามชุมชนตลอดแนว ร้านค้าในหมู่บ้านจะมีการจำหน่วยอาหารทะเลทั้งในรูปแบบของสด และที่แปรรูปแล้ว มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมภูมิศาสตร์     ทิศเหนือ : ติดกับบ้านคลองหินดำ     ทิศใต้     : ติดกับทะเลอ่าวไทย      ทิศตะวันออก   : ติดกับบ้านอ่าวสลักอวน    ทิศตะวันตก     : ติดกับทะเลอ่าวไทย   ภูมิประเทศ     พื้นที่เป็นภูเขาลาดชันล้อมรอบอ่าวซึ่งเป็นส่วนที่เว้าลึกเข้าไปในแนวเขา มีต้นไม้ปกคลุมค่อนข้างทึบ บริเวณหมู่บ้านมีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล ภูมิอากาศ      สภาพอากาศร้อนชื้น ฝนตกชุก บรรยากาศโดยทั่วไปค่อนข้างเย็นสบายเนื่องจากมีลมทะเลพัดเข้าหาเกาะตลอดเวลา นอกจากนี้บริเวณที่สูงยังมีต้นไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ช่วยระบายอากาศร้อนได้เป็นอย่างดีสถานที่ท่องเที่ยว 1.วัดอ่าวสลัดลักษณะเด่น : เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านอ่าวสลัด และเป็นสถานที่จัดประเพณีสำคัญต่าง ๆ เช่น งานบวช งานศพ งานสงกรานต์ ฯลฯ มีลักษณะเด่นคือพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่ตรงส่วนที่ติดปลายแหลมของอ่าว เด่นตระหง่านเมื่อมองจากเรือ2.กระชังปูธนาคารปูกลางอ่าวสลัดลักษณะเด่น : เป็นสถานที่อนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูม้า โดยการรับบริจาคปูม้าไข่นอกกระดองมาปล่อย เพื่อให้แม่ปูได้วางไข่ก่อนถูกนำไปขายหรือบริโภค3.ภูมิทัศน์บริเวณที่อยู่อาศัยของชาวบ้านลักษณะเด่น :  เป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวบ้านซึ่งมีอาชีพเป็นชาวประมง  การดำเนินชีวิตที่มีอัตลัษณ์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่น  ด้านหน้าหมู่บ้านเป็นที่จอดเรือของชาวประมงเรียงเป็นแนวเป็นแถวอย่างสวยงาม4.สะพานสายรุ้งลักษณะเด่น : เป็นสะพานสีสันโดดเด่นเป็นจุดถ่ายรูป จุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป

หมู่บ้านนาถ่อน

หมู่ที่ 12 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

       มีเชื้อสายมาจากเผ่าไทก่อน เมื่อ 250 ปีที่แล้ว เป็นชาวลาวอพยพมาตามลำน้ำเซบึ้ง(ลาว) ที่ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานบริเวณปากลำห้วยบังฮวก และย้ายตั้งรกรากที่ลำห้วยบังฮวก จนตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านนาก่อนในนถึงปัจจุบันจุดเด่น         ศาลปู่ตาแสง ชนเผ่าไทก่อน การตีมีดพร้า การทำกระเป๋าจากต้นกก การทำพานบายศรี ยกยอห้วยบังฮวกภูมิศาสตร์      ทิศเหนือ  : ตำบลนากลาง       ทิศใต้      : หมู่ที่1,หมู่ที่ 2 ตำบลนาถ่อน      ทิศตะวันออก  : หมู่ที่ 3 ตำบลนาถ่อน      ทิศตะวันตก   :  หมู่ที่ 4 ตำบลนาถ่อนภูมิประเทศ       เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำภูมิอากาศ       ร้อนชื้น มีสามฤดู คือฤดูร้อน ฤดูฝนสถานที่ท่องเที่ยว 1.ศูนย์วัฒนธรรมไทยกวน (ชนเผ่าไทยกวน)บรรพบุรุษของชาวนาถ่อน เผ่าไทกวน มีประวัติความเป็นมาจากแค้วนสิบสองจุไทย ซึ่ง ขุนบรม เป็นผู้ก่อตั้งเมืองแถง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งเมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนางแสนเก้าหรือเมืองแถง เกิดทุพพิกภัย จึงได้อพยพมาทางใต้ อาศัยอยู่ตามลำน้ำเซน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์น้ำต่างๆ เป็นที่ราบระหว่างหุบเขาชาวบ้านเรียกว่า กวน ซึ่งหมายถึงพื้นที่แวดล้อมด้วยภูเขา ณ บริเวณแห่งนั้น จึงได้ตั้งเมืองหลวง ป่งลิง/ปุงลิงมีเมืองผาบัง วังคำ อยู่ริมน้ำเซน้อย (เซบั้งไฟ) ซึ่งน้ำเซบั้งไฟนี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงตรงข้าม อำเภอธาตุพนม เมืองหลวงป่งลิง/ปุงลิง เป็นชาวเมืองซึ่งมาจากเมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนาแสนเก้า มีการปกครองแบบชาวอีสานโบราณ คือมีเจ้าเมืองอุปฮาด ราชวงศ์ราชบุตร เป็นผู้ปกครองเมืองอิสระปกครองกันมาหลายชั่วอายุคนผู้ปกครององค์สุดท้ายปรากฏชื่อ ท้าวไทยทรงยศ หลังจากเผ่าไทยกวนได้มาอยู่ดินแดนมรุกขรนคร พร้อมบรรพบุรุษแล้ว ก็ได้ตั้งถิ่นฐานตามริมน้ำบังฮวก ตรงบริเวณที่เรียกว่า บ้านฮ้างขัวกกตาล กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้มีญาติจากเมือง ปุงลิง ผาบัง วังคำมีแม่เฒ่าศรีสองเมืองเป็นหัวหน้า ตั้งบ้านอยู่บ้านทุ่งนาใน ในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำ จึงได้ย้ายไปอยู่หัวดงนานอก ทางไปบ้านดงยอ นานอกคือ ทุ่งใหญ่ นาใน คือ ทุ่งตะวันออกบ้านนาถ่อนทุ่งต่อมาเกิดโรคระบาดจึงย้ายจากบ้านฮ้างผามเพียงมาอยู่บ้านดงไม้ถ่อน คือ บ้านนาถ่อนทุ่งตราบจนปัจจุบันนี้ 2.ศาลปู่ตาแสง   ศาลปู่ตา ตาแสง นาถ่อน เป็นศาลบรรพชน ( ศาลเจ้าปู่ตา ) ของชุมชนในตำบลนาถ่อน

หมู่บ้านโนนสูง

หมู่ 3 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

       คนกลุ่มแรกมีผู้นําคือ นายดํา ทันเต ได้อพยพมาจากจากบ้านค้อ หมู่ที่ 7 ตําบล โดมประดิษฐ์ จํานวน 15 ครัวเรือน มาตั้งหมู่บ้านใหม่ โดยตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านคําขจร ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2458 หลายหมู่บ้านในอําเภอ เกิดโรคระบาดทําให้ผู้คนเสียชีวิตล้มตายจํานวนมาก แต่ที่บ้านคําขจร ปลอดภัยจากโรคระบาด ทําให้มีชาวบ้านจํานวนหนึ่ง ประมาณ 50 ครัวเรือน ย้ายมาจากหมู่บ้านอื่นๆ เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านคําขจรล ในปี พ.ศ. 2463 นายดํา ทันเต ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านว่า บ้านโนนสูง ปัจจุบันมีจํานวนครัวเรือนทั้งหมด 219 ครัวเรือน ประชากร 851 คน เป็นชาย 409 คน หญิง 442 คนมีผู้ใหญ่บ้านสืบต่อกันมา จนถึงปัจจุบัน จํานวน 9 คนจุดเด่น          การตั้งบ้านเรือนของประชาชนบ้านโนนสูง จะอยู่รวมกันเป็นชุมชน สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน มีป่าชุมชน 2 แห่ง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ มีประปาหมู่บ้าน 2 แห่ง มีโรงเรียน (ระดับประถม) 1 แห่ง วัด 1 แห่ง มีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน 1 แห่ง และมีสถานที่ท่องเที่ยวหมู่บ้านของหมู่บ้าน จํานวน 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือ และสามเหลี่ยมมรกตภูมิศาสตร์     ทิศเหนือ :  ติดต่อกับแขวงจำปาศักดิ์ (ประเทศลาว)     ทิศใต้     : ติดต่อกับอำเภอนาจะหลวย     ทิศตะวันออก  :  ติดต่อกับอำเภอน้ำขุ่น     ทิศตะวันตก    : ติดต่อกับอำเภอเดชอุดมภูมิประเทศ      ลักษณะโดยทั่วไปเป็นที่สูงต่ำ เป็นที่ราบสูงลาดเอียงไปทางตะวันออกภูมิอากาศ        ฤดูฝน จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม และมักปรากฏเสมอว่าฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ระยะเวลาการทิ้งช่วงมักจะไม่เหมือนกันในแต่ละปี        ฤดูหนาว เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของประเทศ ทำให้ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือก่อนภูมิภาคอื่น อุณหภูมิจะเริ่มลดต่ำลงตั้งแต่เดือนตุลาคมและจะสิ้นสุดปลายเดือนมกราคม        ฤดูร้อน ถึงแม้ว่าเคยปรากฏบ่อยครั้งว่าอากาศยังคงหนาวเย็นยืดเยื้อมาจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยส่วนใหญ่แล้วอากาศจะ เริ่มอบอ้าว ในเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงประมาณต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งอาจจะมีฝน เริ่มตกอยู่บ้างในปลายเดือนเมษายนสถานที่ท่องเที่ยว 1.อ่างเก็บน้ำห้วยพลาญรายละเอียด : อ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือตอนบน และอ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือตอนล่าง อ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือ เป็นลำห้วยในลุ่มน้ำลำโดมใหญ่ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสูงบริเวณชายแดนรอยต่อ 3 ประเทศ (สามเหลี่ยมมรกต) ไหลมารวมกับห้วยบอนและห้วยโปร่งลิง (ฝั่งซ้าย) นอกจากนั้นยังมีลำห้วยผึ้ง (ฝั่งขวา) สภาพพื้นที่โดยทั่วไป บริเวณด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ เป็นเนินเขาสูง สำหรับด้านท้ายอ่างเก็บน้ำนเป็นที่นาสลับป่าโปร่ง ความจุของอ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกัก 33.50 ล้าน ลบ.ม ลักษณะอ่างเป็นทำนบดินปิดกั้นลำห้วยพลาญเสือ สันทำนบกว้าง 7 เมตร ยาว 282 เมตร ส่วนที่สูงที่สุด 16 เมตร มีอาคารระบายน้ำล้นความยาวสันฝาย 20 เมตร ระบายน้ำได้สูงสุด 30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพื้นที่หัวงานประมาณ 2 ไร่ โดยจุดก่อสร้างอยู่ใกล้กับพรมแดน 3 ประเทศ คือ (ไทย สปป.ลาว กัมพูชา) ลักษณะของน้ำในอ่างที่กักเก็บจะมีลักษณะสีเขียวเข้ม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสีมรกตสดใสเป็นธรรมชาติมาก อีกทั้งป่าไม้บริเวณรอยต่อสามประเทศ ยังมีความเขียวขจีเป็นบริเวณกว้าง จึงเป็นที่มาของชื่อ สามเหลี่ยมมรกต2.สามเหลี่ยมมรกตรายละเอียด : สามเหลี่ยมมรกตหรือช่องบกเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างชายแดนไทย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 12 ตร.ก.ม.   สมรภูมิช่องบกเกิดขึ้นในช่วง มกราคม พ.ศ. 2528 - ธันวาคม พ.ศ. 2530 เป็นสงครามระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามซึ่งควบคุมพื้นที่กัมพูชาในขณะนั้น โดยทางเวียดนามได้รุกล้ำเข้ามาในพรมแดนไทย ซึ่งสุดท้ายกองทัพไทยสามารถขับไล่ทหารเวียดนามกลับไปได้ แต่ทหารเสียชีวิต 109 นาย และบาดเจ็บ 664 นาย   ความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกตเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศที่อยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมมรกต เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2543 โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นผู้เสนอ โดยฝ่ายไทยนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 และดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานของไทยที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization: WTO) และ UNDP เป็นต้น  มีการจัดสร้างอ่างเก็บน้ำ "ห้วยพลาญเสือตอนบน" ขึ้น เพื่อเป็นสิ่งกีดขวาง แนวทางเคลื่อนที่ของข้าศึก สร้างเสร็จในปีพุทธศักราช 2531 โดยจุดก่อสร้างอยู่ใกล้กับพรมแดน 3 ประเทศ คือ (ไทย สปป.ลาว กัมพูชา) พร้อมทั้งได้ประโยชน์จากการกักเก็บน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรของราษฎรในพื้นที่